วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ช่วงนี้ลุงบุญชวนกำลัง เรียนต่อเรื่อง สานต่อศาสตร์พระราชา

บันได ๙ ขั้นสู่พอเพียง และความสำเร็จ

หนึ่งปีผ่านมาพบปะลุงบุญชวน ครัั้งใด ลุงมักจะเล่าเรื่องการได้ไปสอบเรียนต่อในหลักสูตร ศาสตร์พระราชา ไปอบรมที่นั่นที่นี่ พบปะนักเรียนหลายวัย ตลอดจนการถูกทดสอบของการเรียนรู้ ว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ผมเลยขอขั้นรายการที่เกี่ยวกับคุณลุงเอาเรื่องดีๆคือ บันได ๙ ขั้น มาฝากนะครับ



บันไดขั้นที่ ๑-๔ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน

ขั้นที่ ๑ พอกิน 
พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ คือ ความต้องการปัจจัย ๔ และประการสำคัญที่สุดของปัจจัย ๔ คือ อาหาร ขั้นที่ ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำอย่างไรจึงจะพอกิน” โดยให้ความสำคัญกับ ข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสำคัญกับเงิน ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ในการแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”
 
เกษตรกรต้องเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงิน มีอาหารพอมี พอกิน ด้วยการปลูกพืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน ชาวนาต้องเก็บข้าวไว้ให้เพียงพอสำหรับการมีกินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลือกเพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร
 
นอกจากนั้น หัวใจสำคัญของ “พอกิน” ยังมีความหมายรวมไปถึงความปลอดภัยในอาหาร กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี ไม่สะสมเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยไว้ในร่างกาย นี่คือความหมายของบันไดขั้นที่ ๑ ที่เกษตรกรต้องก้าวข้ามให้ได้
 


ขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น
 
 บันไดขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคำตอบเดียวคือ “ปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง” ซึ่งป่า ๓ อย่างจะให้ทั้ง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุนไพรสำหรับรักษาโรค ทั้งโรคคน โรคพืช โรคสัตว์ ให้ไม้สำหรับทำบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งสะสมพอกพูนจากการทำ เกษตรเชิงเดี่ยว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนำ ภัยแล้ง ทั้งหมดล้วนแก้ไขได้จากแนวคิดป่า ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่างขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
 


บันไดขั้นที่ ๕-๙ คือ เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า

ขั้นที่ ๕-๖ บุญและทาน
 
เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้นการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทำบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทานและสะสมโดยมอบให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวัด หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนย์กลาง เป็นการฝึกจิตใจ ให้ละซึ่งความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น ตามความหมายอันลึกซึ้งของคำ “Our Loss is Our Gain” หรือ “ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเชื่อมั่นในฤทธิ์ของทาน ว่าทานมีฤทธิ์จริง และจะส่งผลกลับมาเป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร เป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่โลกนี้ประสบกับวิกฤตการณ์
 


ขั้นที่ ๗ เก็บรักษา
 
 ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทำบุญ ทำทานแล้ว คือการรู้จักเก็บรักษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอดในเวลาเกิดวิกฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชีวิตชาวนาสมัยก่อนซึ่งเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อ ให้พอมีกินข้ามปี คัดเลือกและเก็บรักษา “ข้าวพันธุ์” ไว้สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวในปีต่อไป ซึ่งผิดกับวิถีชาวนาในปัจจุบันที่ใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนำเเงินที่ขายได้ไปซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหนี้สินและการขาดแคลนพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกในปีต่อไป
 
นอกจากเก็บพันธุ์ข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการถนอมอาหาร การ สะสม อาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแห้ง หอม กระเทียม เพื่อเก็บไว้กินในอนาคต
 


ขั้นที่ ๘ ขาย
 
เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขายสามารถทำได้ แต่ทำภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จักพอประมาณ และทำไปตามลำดับ โดยของที่ขาย คือ ของที่เหลือจากทุกขั้นแล้วจึงนำมาขาย เช่น ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทำลายธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทำพันธุ์ ทำบุญ ทำทาน แล้วจึงนำมาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่จะให้สิ่งดีๆ ที่เราปลูกเอง เผื่อแผ่ให้กับคนอื่นๆ ได้รับสิ่งดีๆ นั้นๆ ด้วย 

การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการค้าที่มองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณได้รับในสิ่งดีๆ” พอเพียงเพื่ออุ้มชู เผื่อแผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกัน
 


ขั้นที่ ๙ (เครือ) ข่าย กองกำลังเกษตรโยธิน
 
 คือการสร้างกองกำลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ เพื่อขยายผลความ สำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต ๔ ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ (Environmental Crisis) วิกฤตการณ์โรคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis) วิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง (Economic Crisis) วิกฤตความขัดแย้งทางสังคม/สงคราม (Political/Social Crisis)
 



วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ปศุสัตว์เยี่ยมสวนลุงชวน มะลัยโย


ผึ้งธรรมชาติกลับมาในสวนเกษตรอินทรีย์ลุงบุญชวน ป้าชา มะลัยโย
 เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ นายสุพล ปานพาน ปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง เดินทางไปเยี่ยมสวนลุงบุญชวน มะลัยโย หลังจากไปประชุมกลุ่มเลี้ยงสัตว์บ้านป่าตึงขากลับ แวะเข้าไปชมกิจกรรมว่าช่วงนี้มีอะไรบ้าง  ไม่เจอลุงบุญชวน มีแต่ป้าชา ภรรยา กำลังขนขี้ควายออกตากแดดในโรงเรือนหลังคาพลาสติกโปร่ง ใส ภูมิปัญญาที่ทำให้ขี้ควายไม่เปียกฝนตากแห้งได้ตลอดเวลา  ป้าชาบอกว่าลุงชวนไปประชุมที่อำเภอ (พอกลับมาที่อำเภอไม่เห็นมีประชุมอะไรเข้าใจว่าป้าชาถูกลุงชวนหลอกเสียแล้ว ความจริงไม่ไช่ทราบจากท่านวัฒนธรรมอำเภอีหลัง ว่าลุงไปประชุมที่ในเมืองศาลากลางจังหวัด ไปรับรางวัลประกาศนียบัตรอีกใบ ทางด้านวัฒนธรรมดีเด่น )

 ป้าชาพาเดินชมสวนที่กำลังตัดหญ้าได้ไม่ทันเสร็จดี เด็ดผลไม้(ฝรั่ง)ใส่ถุงให้มากินที่สำนักงาน เด็ดขนุน(เม่นน้อย)ให้มาทำอาหารกินที่บ้าน  ไม่รู้ตอบแทนน้ำใจป้า ยังไงดีมีต้นเพกาพันธุ์เตี้ยอยู่หลังรถต้นหนึ่งเลยมอบให้ป้าไปปลูก  จากนั้นป้าพาไปดูผึ้งที่มาทำรังอยู่ที่ต้นงิ้วใหญ่ของป้า ตั้ง ๗ รัง ไม่เป็นสวนอินทรีย์ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วฟาร์มนี้
โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ที่ฟาร์มมีไว้ขายมากกว่าใช้เอง ตอนนี้โรงงานขยายเพิ่มจาก ๑๒ ตัว มีเกิดใหม่อีกตัวแล้วครับ


 การเกษตรของป้าเป็นแบบผสมผสานตามทฤษฎ๊ใหม่ของในหลวง แถมด้วยการเลิกใช้สารเคมี เป็นเกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้านที่ไม่ต้องมีมาตรฐานระดับชาติ  การทำการเกษตรเชิงเดี่ยว สรุปผลว่าผลผผลิตราคาถูก ตกต่ำอย่างมาก ตลาดไม่ยอมรับคุณภาพสินค้า บางชนิดกีดกันไม่รับชื้อเด็ดขาด ส่วนบางชนิดก็ผลผผลิตน้อย เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินที่ลงทุน รถต้องผ่อน ลูกต้องเรียน อนาคตหมดแล้ว ต้องหันมาปรับเปลี่ยนแนวคิดแบบลุงชวนที่ทำให้ไม่ต้องแบกภาระเดิมๆอีก สนใจไปหาลุงชวน ป้าชาได้นะครับ 


วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คนไกลจากนครปฐมมาดูงานสวนลุงบุญชวน

แม้เส้นทางจะไม่คุ้นเคย แต่คณะเจ้าหน้าที่จาก อบต.ทรงคนอง จังหวัดนครปฐม ก็ยังมาถูกทาง ถึงบุญชวนฟาร์ม ตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงรายจนได้ ขอบคุณที่มาเยือนหวังว่าจะได้ประสบการณ์ความรู้จากลุงชวนไปบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ต้องกราบขออภัยในความไม่สะดวกเพราะว่าลุงบุญชวน อยู่แบบพอเพียงจริงๆ

คนดีศรีเชียงรายในพื้นที่เวียงเชียงรุ้ง

นายบุญชวน มะลัยโย อาสาปศุสัตว์บ้านปงบน 
เนื่องในวันฉัตรมงคล นายอำเภอเวียงเชียงรุ้งมอบเกียรติบัตรบุคคลที่มีผลงานดีเด่นของวัฒนธรรมอำเภอ พัฒนาชุมชนอำเภอและปศุสัตว์อำเภอ เครือข่ายอาสาปศุสัตว์ได้รับเกียรติบัตรหลายคนที่เดียว ลุงบุญชวน มะลัยโย ก็ไม่น้อยหน้าปีที่แล้วรับคนดีศรีเชียงราย ปีนี้เป็นสิน สมบัติตรา อาสาปศุสัตว์บ้านร่องหวายตำบลดงมหาวัน ส่วนสมัย สาวงษา ก็รับอาสาพัฒนาชุมชนดีเด่นอีกด้วย ดีใจด้วยกับทุกคน
นายสิน สมบัติตรา อาสาปศุสัตว์บ้านร่องหวาย

นายสมัย สาวงษา อาสาปศุสัตว์บ้านป่าเลา






















วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เครือข่ายของศูนย์เรียนรู้นายมนตรี เจริญสุข บ้านปงเคียน ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

คนเก่งพูด....ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

Posted by สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย on 7 กรกฎาคม 2015

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

แจกหนังสือประชุมกลุ่มปศุสัตว์อินทรีย์

เมื่อเช้าวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘  นายสุพล ปานพาน ปศุสัตว์อำเภอเวียงเชียงรุ้ง เดินทางเยี่ยมบุญชวนฟาร์มเพื่อนัดหมายการประชุมกลุ่มและการเดินทางไปฝึกอบรมการทำอาหารอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่  ขณะไปเยี่ยมป้าชา ภรรยาลุงบุญชวนกำลัง สาวไหมพอดี เลยมีอาหารโปรตีนตัวไหมมากินเป็นของฝาก นอกจากนั้นก็เดินชมกิจกรรมต่างๆในสวนพอสมควรเวลาจึงลากลับ